วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สี่สิบสี่สุขสุดศรีมนุษย์



ภาพแผนผังกาพย์ยานี 11




๐ สี่สิบสี่ สุขสุด....... ..............ศรีมนุษย์ นี้สุขศรี
เปรมใจ เป็นไรมี ...................มิหน่ายพี่ น้องพร้อมใจ ฯ

๐ ร่วมบุญ เจ้าคุณพระ............ณ ตอนเช้า ชื่นสดใส
แล้วปรีย์ ประชุมชัย................สร้อยสายใจ จัดสายกัน ฯ

๐ เมื่อเย็น สวรรค์หล้า......... ...สวรรยา ยังสังสรรค์
เสพสนุก สุขนั้น.....................มิจาบัลย์ บางรักเอย ฯ|

( by M. Rudrakul /11/24/2018)




วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผลงานโคลงกลบทอักษรล้วน มรภ.นครราชสีมา ๖๑



ผลงานโคลงกลบทอักษรล้วนของนักศึกษา มรภ. นครราชสีมา ๖๑






ข้อแนะนำ

ถ้าเนื้อความที่แต่งกับที่ถอดไม่ตรงกัน แม้ว่าจะแต่งได้ส่วนใหญ่ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ยังไม่นับรวมกับความไพเราะ แต่มองได้สามมุมมองคือ 

๑. หนึ่งแต่งได้แต่ขี้เกียจเขียนอธิบาย 
๒. สองแต่งแบบกลอนพาไปไม่คุมเนื้อความ หรือคุมเนื้อความไม่ได้
๓. สามไปลอกเขามาหรือให้เพื่อนแต่งให้

ดังนั้นควรถอดความตามคำประพันธ์ร้อยกรองกับร้อยแก้วให้ตรงตามตัวอักษร และเพิ่มอธิบายศัพท์ด้วย งานนี้จึงให้เต็มไม่ได้นะ แก้ตัวกับงานชิ้นต่อไป ส่วนงานนี้ส่งแล้วส่งเลย ไปต้องเอากลับไไปแก้แล้ว

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผลงาน สักวาปริศนาคำผวน กลบทสะบัดสะบิ้ง + วรรณรูป ๖๑


ผลงานนักศึกษาปิดคอร์สเรียน ที่ มรภ. นครราชสีมา (นศ. ช่วยกันทำในชั่วโมงเรียน)

ภาพที่ ๑ : แผนภาพสัมผัสเพิ่มของกลบทสะบัดสะบิ้งในแต่ละวรรค
ที่มา http://oknation.nationtv.tv/blog/kondee007/2008/10/16/entry-1


กลุ่มนี้ดี นำบทกวีมาสร้างเป็นวรรณรูปได้ แต่ไม่มีอธิบายศัพท์ คำผวน-คำปกติ ✭✭✭✭

กลุ่มนี้ดี นำบทกวีมาวาดเป็นวรรณรูปได้ แต่ไม่มีอธิบายศัพท์ คำผวน - คำปกติ ✭✭✭✭

กลุ่มนี้ดี แต่ไม่มีอธิบายศัพท์ คำผวน - คำปกติ และเขียนบทกวีบางแห่งไม่ตรงเส้น ✭✭✭✭


กลุ่มนี้ดี มีการอธิบายศัพท์ แต่วรรณรูปเหมือนเขียนตามเส้นไม่ครบ เพราะวาดรูปมีพื้นที่เขียนมากกว่าบทกวี ✭✭✭✭


กลุ่มนี้ดี มีการใช้สีสวยงาม แต่ไม่มีอธิบายศัพท์ คำผวน-คำปกติ และวาดภาพมีพื้นที่เส้นเหลือมากไปกว่าจำนวนคำของบทกวีเป็นจำนวนมาก ✭✭✭✭


ส่งเสริมให้สนุกและมีใจรักกวีนิพนธ์เป็นหลัก ส่วนใครจะเป็นศิลปินเอกเป็นเรื่องของอนาคต (หัวข้อแบบนี้ลอกเน็ตฯไม่ได้แน่) ปล. คะแนนเต็ม = ✭✭✭✭✭

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

โคลงกลอักษรจองถนน


วิธีอ่าน
ศศิธรจรแจ่มเรื้อง............ศศิธร
ผ่องแผ้วกลางอัมพร.......ผ่องแผ้ว
ดาษดาวประดับสลอน.....ดาวดาษ
ล้อมแวดจันทราแพร้ว.....แวดล้อมศศิธร

(โคลงกวีโบราณที่ถูกลืม)
.................
ที่มา http://folyoiratok.ofi.hu/mikkamakka/riksa-a-labbal-hajtott-taxi

แต่งโคลงกลอักษรจองถนนใหม่

ถนน...........ถมยกเยื้อง...............เที่ยวเท้า
..................ทางโทรมซน............
..................เร่งรีบรน...................
รถลาก........ซอยแซมเข้า............ร่มไม้

วิธีอ่าน

๐ ถนนถมยกเยื้อง..............ถนน
เที่ยวเท้าทางโทรมซน.....เที่ยวเท้า
รถลากเร่งรีบรน.................ลากรถ
ไม้ร่มซอยแซมเข้า.............ร่มไม้ถนน ฯ

(By M. Rudrakul)

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กลบทอักษรล้วน



กลบทอักษรล้วน 
๑. ส่วนใหญ่ใช้แต่งบทชมธรรมชาติ คำที่ใช้ มักเป็นคำโดด ทั้ง ไทย จีน เขมร มอญ แขก ฝรั่ง ฯ
๒. ในแต่ละวรรค หรือบาท (สำหรับโคลง) เล่นสัมผัสอักษรตัวเดี่ยวกันทั้งหมด
๓. รักษาสัมผัสบังคับตามฉันทลักษณ์ไว้ตามชนิดของบทร้อยกรอง
๔. เฉพาะคำประพันธ์ที่แต่งด้วยกลอนที่ไม่ใช่กลอน ๔ ไม่ควรลงท้ายด้วยคำตาย (คำที่สะกดด้วย แม่กก, กด, กบ) ที่พยางค์สุดท้ายของวรรครับ และส่ง โดยพยางค์สุดท้ายของวรรครับควรเป็นเสียงสูง ส่วนวรรคส่งต้องเป็นเสียงต่ำ (เฉพาะกลอนเท่านั้น) 
๕. โดยทั่วไปสัมผัสบังคับมักใช้ แม่ ก กา สระอี, ไอ, อา เพื่อให้แต่งต่อง่าย ๆ แต่ถ้าหาคำสัมผัสสระได้ก็ไม่จำเป็น
๖. กรณีภาษาไทยมาตรฐานหรือภาคกลางไม่มีคำใช้ ใช้ภาษาถิ่น คำยืมภาษาต่างประเทศได้ หรือคำแปลงได้บ้าง ถ้าเข้ากับเนื้อความ แต่ต้องอธิบายศัพท์ต่อท้ายไว้ ทุก ๆ ครั้ง


ภาพใบไม้สีทอง หรือ ย่านดาโอ๊ะ เป็นไม้เถาขนาดใหญ่ ใบอ่อนมีมีขนสีน้ำตาลแดง หรือขนสีทองแดง


ภาพต้นทองกวาว ,ก๋าว,ทองต้น , จอมทอง, จ้า หรือดอกจาน (พบทุกภาคในประเทศไทย)
................
๑) แต่งเป็นกลอนเก้า (กลอักษรล้วน)



๐ ลิงลมล้วน ลงลามเล่น เล็งไล่แล้ว........กลไก่แก้ว เกาะกิ่งกาญจน์ กู่เกี่ยวใกล้
ช้างชวนชอบ ชิดชลชง ชนชิงชัย..............เต่าตื่นไต่ ตกต่ำเต้า ตูดติดตม
๐ บุ้งบนบก แบ่งใบบอน บางบ่นบ้าง.........เสือสิงห์สาง สาบสุดไศล์ สื่อสบสม
ดูเดียร์ดาว เด่นดวงดอก ดังเด็ดดม.......... ไคลคลาคม ครู่ค้างคาวครวญค่ำเคย ฯ|~

(By M. Rudrakul)

๒) แปลงเป็นกาพย์ยานี (กลอักษรล้วน)



๐ ลิงลมลงไล่แล้ว.............กิ่งไก่แก้ว เกาะกู่ใกล้
ช้างชิดชลชิงชัย................เต่าตื่นตกตูดติดตม ฯ
๐ บุ้งแบ่งใบบอนบ้าง.........เสือสิงห์สางสาบไศล์สม
ดังเดียร์ดาวเด็ดดม.......... ไคลคลาค้างคาวค่ำครวญ ฯ|~

(By M. Rudrakul)

๓) แบ่งเป็นโคลงสี่สุภาพ (กลอักษรล้วน)



๐ ลิงลมลงไล่แล้ว..................ลงลา ลามเล่น
กุมกิ่งกาญจน์ไกลกา.............ไก่แก้ว 
ช้างชนใช่ชินชา.....................ชลชื่น ชิดชัย
ตราบเต่าตกติดแต้ว...............ตื่นใต้ตูดตม ฯ

๐ บางใบบอนแบ่งบุ้ง............บนแบว บกบอก
เสือสบสิงห์ไศล์แสว.............สาบไส้
ดูเดียร์ดั่งแดแดว..................ดมเด็ด ดาวใด
คราวค่ำคิดคลาไคล้.............คาบค้างคาวครวญ ฯ|~

(By M. Rudrakul)


ภาพลิงลม หรือนางอาย (เคลื่อนไหวช้าเวลากลางวัน แต่เป็นเลี้ยงลูกด้วยนมที่มีพิษที่ข้อศอก และน้ำลาย) 

ถอดความ : 

เห็นนางอายต่างลงมาจากต้นไม้ก็ค่อยมองไล่ 
ทั้งไก่ฟ้าพญาลอ ก็จับกิ่งไม้ทองร้องอยู่ใกล้
ตอนนั้นช้างก็ชนกันสู้อยู่ริมฝั่งน้ำ 
ทำให้เต่าที่ไต่ขึ้นมาตกใจตกลงไปจนตูดของมันปักลงไปในโคลนตม
ส่วนหนอนบุ้งที่อยู่บนบกก็กินใบบอนจนบางลงไปบ้าง 
เสือและสิงห์ร้ายในป่าก็ทิ้งกลิ่นสาบไว้ตามโขดหินที่มันไป
เพื่อดูกวางดาวที่มีลายดุจดวงดอกไม้ที่เด็ดดมได้
จำต้องดำเนินจากไปในครู่เดี๋ยวเดียวก็ค่ำเพราะได้ยินเสียงค้างคาวร้องดังเคย

ภาพไก่ฟ้าพญาลอ (ไก่สายพันธุ์จำพวกนกกระทาและไก่ฟ้า พบทางภาคเหนือ อีสาน ลาว กัมพูชา ฯ)



ภาพไก่ฟ้าหน้าเขียว (พบทางภาคใต้ มาเลเซีย บอร์เนีย และหมู่เกาะสุมาตรา)

ศัพท์
ลิงลม = นางอาย
ไก่แก้ว = ไก่ฟ้าพญาลอ เป็นพันธุ์ไก่ป่าชนิดหนึ่ง
สาง = กลิ่นศพ ในที่นี้หมายถึงกลิ่นซากสัตว์ที่ถูกเสือและสิงห์กินติดตามโขดหิน
ไศล์ (อ่าน ไส) = ไศล (สะ-ไหล) แปลว่า โขดหิน, ศิลา, หินขนาดใหญ่
กู่ = ในที่นี้ใช้ในความหมายว่า "เสียงร้องดังให้รู้ว่าอยู่ที่ไหน"
บุ้ง = หนอนบุ้ง
เดียร์= deer แปลว่า "กวาง"
คม = คมนาคม , ไป
............ศัพท์เพิ่มเติมสำหรับโคลง........
แสว = แส่วหนี, หนีไป
แดว = กระแด่ว , ดิ้นอยู่กับที่
แด = ดวงแด, ดวงใจ, หัวใจ
ดั่งแดแดว = หัวใจที่เหมือนดิ้นอยู่กับที่ , ใจเต้น ในที่นี้หมายถึงเสือ และสัตว์นักล่าเห็นกวางดาวแล้วใจเต้นอยากเข้าไปจับเอามากิน
แต้ว = แต้วแร้ว, นกชนิดหนึ่ง 
แบว= บ้องแบ็ว, มีหน้าตาพิลึก ในที่นี้หมายถึงใบไม้ที่ถูกหนอนกินจนดูเหมือนมีหน้าตาผิดไปจากเดิม
สาบไส้ = กลิ่นสาบเหม็นเข้าไส้, กลิ่นสาบเหม็นมาก
คลาไคล้ = คลาไคล, ดำเนินไป, ไป

ภาพหนอนบุ้ง หนอนแก้ว หรือร่าน (มีหลายสายพันธุ์เป็นหนอนผีเสื้อชนิดหนึ่งขนขึ้นตามตัวมีพิษ) 
..........
หมายเหตุ

กลอนเก้า

มีปรากฏในกลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลาย แต่สมัยต่อมาไม่ได้รับความนิยมแต่งมากเท่ากลอนแปด แต่กวีบางท่านเช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ ก็แต่งกลอนเก้าเพื่ออธิบายหัวข้อหลักธรรมในพุทธศาสนาบาง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคำบาลีสันสกฤตบางคำแยกออกจากกันไม่ได้ จึงทำให้คำประพันธ์บางบทเข้าลักษณะของกลอนเก้ามากกว่า

ความจริงตั้งแต่ กลอนแปดขึ้นไป ลักษณ์ฉันทลักษณ์ไม่ได้ต่างกันมากนัก จำนวนพยางค์ก็ลื่นไหลได้ตั้งแต่ แปดพยางค์ถึงสิบเอ็ด สิบสองพยางค์ ถ้าคำที่ใช้เป็นคำบาลีสันสกฤตที่ตัดทิ้งไม่ได้ โดยคำนึงถึงความไพเราะเป็นสำคัญ

ในบางครั้งจึงเห็นกลอนเก้าก็แต่งปน ๆ อยู่กับกลอนแปด หรือกลอนแปดที่มีพยางค์แต่ละวรรค เป็นเก้าบ้าง เจ็ดบาง สิบบ้าง ฯ เป็นปกติ (ขึ้นอยู่กับความไพเราะอีกนั้นแหละ)


ภาพนกแต้วแร้ว หรือแต้วแล้ว (สีสวยงาม ชอบทำรัง กระโดด เดินบนพื้นดินในป่า แต่บินได้ในระยะสั้น)
ที่มา http://tryanimal.blogspot.com/p/blog-page_73.html

สักวาปริศนาคำผวน (กลบทสะบัดสะบิ้ง)

ภาพที่ ๑ : แผนภาพสัมผัสเพิ่มของกลบทสะบัดสะบิ้งในแต่ละวรรค
ที่มา http://oknation.nationtv.tv/blog/kondee007/2008/10/16/entry-1

กลบท (ฉันทลักษณ์เพิ่มเติมในแต่ละวรรค)
๑. พยางค์ที่ ๕ ต้องสัมผัสสระกับพยางค์ที่ ๗
๒. พยางค์ที่ ๖ ต้องซ้ำกับพยางค์ที่ ๘
๓. พยางค์ที่ ๗ ต้องสัมผัสอักษรกับพยางค์ที่เก้า
๔. สัมผัสบังคับคงเดิมเหมือนกลอนเก้าทั่วไป

๕. แต่พยางค์ที่ ๙ ของวรรคสดับจะสัมผัสกับพยางค์ที่ ๖ ของวรรครับ และพยางค์ที่ ๙ ของวรรครอง จะสัมผัสกับพยางค์ที่ ๖ ของวรรคส่ง..ได้ยาก เพราะต้องคำนึงถึงกลบทเป็นสำคัญก่อน ดังนั้น ถ้าแต่งให้พยางค์ที่ ๙ ของวรรคสดับจะสัมผัสกับพยางค์ที่ ๓ ของวรรครับ และพยางค์ที่ ๙ ของวรรครอง จะสัมผัสกับพยางค์ที่ ๓ ของวรรคส่ง...ตามปกติ จะแต่งง่ายกว่า

ภาพแผนผังกลอนเก้า
ที่มา https://babyratnakavi.blogspot.com/2018/11/blog-post_41.html
....................แนวการแต่ง....................

๑) เปลี่ยนคำปกติ เป็นคำผวน (เหมาะกับการใช้เป็นสื่อนำเข้าสู่บนเรียนเรื่องคำประสมสำหรับนักเรียนที่มีความรู้เรื่องคำผวนแล้ว)

แม่ไก่ = ไม่แก่
แม่ทัพ = มับแท่
แม่น้ำ = มั้มแน่
แม่พระ = มะแพร่
แม่ยก = มกแย่
แม่แรง = แมงแร่
แม่เหล็ก = เม็กแหล่
แม่ย่านาง = มางย่าแน่

๒) นำคำผวนมาแต่งเป็นสักวาใบ้คำแต่ละวรรค

แม่ไก่ = ไม่แก่, สักวา "ไม่แก่" ขันนำขันขำ
แม่ทัพ = มับแท่, "มับแท่"นำไพร่พลไกรพลกล้า
แม่น้ำ = มั้มแน่, "มั้มแน่" นองชะรินระรินรา
แม่พระ = มะแพร่, ดีนักหนา "มะแพร่" จะแพร่ใจ
แม่ยก = มกแย่, มี "มกแย่" ยิเกลิเกลูก
แม่แรง = แมงแร่, "แมงแร่"ถูกค้ำรถช้ำรถใช้
แม่ย่านาง = มางย่าแน่, "มางย่าแน่"สิงยานมิ่งยานใหม่
แม่เหล็ก = เม็กแหล่, "เม็กแหล่"ไหนเข้าติดเอาติดเอย

๓) นำแต่ละวรรคมาเรียงตามฉันทลักษณ์กลอนสักว่า แก้สัมผัสบังคับให้สมบูรณ์

๐ สักวา "ไม่แก่" ขันนำขันขำ............"มับแท่"นำทั้งไพร่พลไกรพลกล้า
"มั้มแน่" นองชลชะรินระรินรา................ดีนักหนา เหมือน"มะแพร่" จะแพร่ใจ ฯ
๐ มี "มกแย่"ยั่ว ยิเกลิเกลูก...................."แมงแร่"ถูกถ้าค้ำรถช้ำรถใช้
"มางย่าแน่"นั่งสิงยานมิ่งยานใหม่......."เม็กแหล่"ไหนหาเข้าติดเอาติดเอย

By M. Rudrakul

หมายเหตุ
๑. กลบท แบ่งได้เป็นสองชนิดใหญ่ คือ

ภาพที่ ๒ : ตัวอย่างโคลงกลบทวัวพันหลัก
ที่มา กำชัย ทองหล่อ. (๒๕๕๔). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพ: รวมสาส์น. หน้า ๔๗๒.

๑.๑ กลบท  คือการกำหนดสัมผัสบังคับเพิ่มเติมจากฉันทลักษณ์ที่มีอยู่เดิมให้สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ถ้ากลบทที่แต่งเป็นกลอนเรียกว่า กลอนกลบท ถ้ากลบทที่แต่งเป็นโคลงเรียกว่าโคลงกลบท
.........

๑.๒ กลอักษร  คือกลบทชนิดต่าง ๆ ที่มีการนำคำมาจัดเรียงเป็นรูปภาพ บางท่านเรียกว่าซ่อนรูปอักษร ในสารานุกรม wiki เรียกว่า กลแบบ (แต่ยังหาที่มาที่ไปไม่ได้ และที่มีที่มาส่วนใหญ่ลอก Wiki มาทั้งนั้น) ในที่นี้ยึดตามหลักภาษาไทยของอาจารย์กำชัย ทองหล่อ

๑.๒.๑ กลอักษรภาพ  คือการน้ำบทร้อยกรองมาเรียงเป็นรูปภาพปริศนาแล้วให้ผู้อ่าน จัดเรียงเป็นบทร้อยกรองตามฉันทลักษณ์ คล้าย Typography หรือ "วรรณรูป" ของฝรั่ง แต่วรรณรูปของฝรั่งส่วนใหญ่ไม่เป็นบทร้อยกรองและกลบท ดีสุดส่วนใหญ่ก็เป็นแค่กลอนเปล่า


ภาพที่ ๓ : วรรณรูป Typography ของไทย
ที่มา https://i.pinimg.com/originals/17/e2/4b/17e24b1edddf0fbbee1d680238655f15.jpg


ภาพที่ ๔ : วรรณรูปของอิสลาม Islamic Typography
ที่มา https://www.kisscc0.com/clipart/islamic-design-arabic-calligraphy-islamic-art-alla-eslxeq/

๑.๒.๒ กลบทอักษรภาพ หรือกลบทอักษร คือ บทร้อยกรองที่เป็นกลบทต่างถูกน้ำไปเรียงเป็นภาพแล้วให้ผู้ทายจัดเรียงเป็นบทร้อยกรองตามฉันทลักษณ์เอง

ภาพที่ ๕ : ตัวอย่างโคลงกลบทอักษรจองถนน
ที่มา กำชัย ทองหล่อ. (๒๕๕๔). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพ: รวมสาส์น. หน้า ๔๗๘.

๒. ในสารานุกรมออนไลน์ Wiki เรียกกลบทว่า "กลอักษร" และเรียกกลอักษรว่า "กลแบบ" ซึ่งอาจจะเป็นการพยายามสร้างทฤษฏีใหม่ล้มล้างตำราของ อาจารย์กำชัย ทองหล่อในยุคหลัง ๆ แต่อย่างไรก็ตามทำให้เกิดการสับสนเรียก กลบทและกลอักษรสับไปสับมาทั่วไป และคำว่า "กลแบบ" ยังไม่พบว่าราชบัณฑิต ฯ บัญญัติใช่ในขณะนี้...ตามดูกันต่อไป

๓. ส่วนอาจารย์กำชัย ทองหล่อ (๒๕๕๔ : ๔๘๖)  สรุปว่า "กลบท คือคำประพันธ์ ที่เพื่อสัมผัสบังคับ และคำซ้ำให้กับบทร้องกรองทั่วไป ซึ่งกลอักษรก็คือกลบทที่เล่นคำซ้ำมากกว่น กลบทโดยปกติทำให้เหลือทำที่เป็นคำทั่วไปที่ไม่ใช่คำซ้ำเพียง ๔ - ๖ พยางค์ในแต่ละวรรค"

โดยน่าสังเกตว่า พอเหลือคำที่ไม่ใช่คำซ้ำน้อย ๆ แล้วสามารถนำมาวาดเป็นเลขยันต์หรือรูปภาพได้

๔. นำปริศนาคำทายไปถามเพื่อน ถ้าเพื่อนตอบได้ผู้แต่งจึงจะได้คะแนน หนึ่งคำทายต่อ ๑ คะแนน

เพราะสมัยโบราณคนแต่งปริศนาแก้ได้ยากเก่ง แต่ในการสร้างสื่อสำหรับสอนเด็กแต่งแล้วเด็กอ่านและทายได้ ดังนั้นคำทายจะต้องไม่ยากไม่ง่ายเกินไปถึงจะดี เหมาะแก่การใช้เป็นสื่อสำหรับนำเข้าสู่บทเรียน หรือเสริมบทเรียนให้น่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะถ้ายากเกินไปจะทำให้เสียเวลาเรียน หรือการทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ในส่วนอื่น ๆ

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สักวาปริศนาคำผวน

ที่มา https://suzannewoodsfisher.com/fun/friday-fun-spoonerisms/

๑) กลอนปริศนาคำทายที่คำตอบลงท้าย "สระไอ" เหมือนกัน (ใช้สอนเรื่อง ไอ การันต์ และสัมผัสสระได้)

กะได = ไกดะ  , สักวา"ไกดะ" เดาไตภาษา
ตะไล = ไตละ  "ไตละ"ลาลี้เล่นพลุพลุ่งหัว
สมัย = ไสมะ   "ไสมะ"มายุคยืนยานนานนัว
อะไร = ไอระ  "ไอระ" รัวเร่งเร้าถามความใด
กำไร = ไกรำ  , มี "ไกรำ" หรือไม่เมื่อขายขำ
ทำไม = ไทมำ , ทุกข์ " ไทมำ" เมื่อรู้ดูสดใส
ลำไย = ไลยำ, สวน "ไลยำ" เยี่ยมยลหยิบผลไว
อำไพ = ไอพำ, ส่องแสง "ไอพำ" พึงครุ่นคิดเอย

๐สักวา "ไกดะ" เดาไตภาษา............"ไตละ"ลาลี้เล่นพลุพลุ่งหัว
"ไสมะ"มายุคยืนยานนานนัว..............."ไอระ" รัวเร่งเร้าถามความใด ฯ
๐ มี "ไกรำ" หรือไม่เมื่อขายขำ............ทุกข์ " ไทมำ" เมื่อรู้ดูสดใส
สวน "ไลยำ" เยี่ยมยลหยิบผลไว.........ส่องแสง "ไอพำ" พึงครุ่นคิดเอย ฯ|~

By M. Rudrakul
.........
๒) ปริศนาคำผวนแบบคำตอบ สัมผัสสระโยงกันเป็นลูกโซ่ (ใช้สอนสัมผัสสระได้)

สะใภ้ = ไสภะ, สักวา ลูก "ไสภะ" ใช่เขย
ไหมพรม = ห่มไพร, "ห่มไพร"เคยคุ้มอุ่มฟูนุ่ม
ยมราช = ญาติร่ม, "ญาติร่ม"นรกหรือถนนสื่อสุ่ม
วาสนา = หว้าสะนาฏ, "หว้าสะนาฏ" นั้นโชคชุ่มชมกัน
น่ารัก = นักล่า, แต่ "นักล่า" เล่นเล่ห์เสน่หา
จักพราก = จากพัก, "จากพัก" พาเพื่อนนกน้ำในสวรรค์
รากไม้ = ไร้มาก, หาก "ไร้มาก" หมายเหง้าไพรพรรณ
ไตรรัตน์ = ตรัสไล่, "ตรัสไล่" ลั่นโลกลัวนพึ่งแล้วเอย

๐ สักวาลูก "ไสภะ" ใช่เขย............ "ห่มไพร"เคยคุ้มอุ่มฟูนุ่ม
"ญาติร่ม"นรกหรือถนนสื่อสุ่ม........"หว้าสะนาฏ" โชคชุ่มชมกัน ฯ
๐ แต่ "นักล่า" เล่นเล่ห์เสน่หา......."จากพัก" พาเพื่อนนกน้ำในสวรรค์
"ไร้มาก" หมายเหง้าไพรพรรณ......."ตรัสไล่" ลั่นโลกลัวนพึ่งแล้วเอย ฯ|~

By M. Rudrakul
........
๓) แบบคำตอบมีคำหน้าเป็นคำเดียวกัน หรือเสียงเดียวกัน (ใช้สอนคำพ้องเสียงได้)

จันทรเพ็ญ = เจ็ญพันธุ์, สักวา "เจ็ญพันธุ์" พูลสวรรค์
จันทร์กะลา = จากะลัน, "จากะลัน"เล็งเสี้ยวสล้างฟ้า
จันทบุรี = จันท์บุรี = จีบุหลัน, "จีบุหลัน"เลิศเมืองมณีมีค่า
จัณฑาล = จานทัน , "จานทัน"ท้า ทำลายชนชั้นใด
จัญไร = ไจรัน, ด่า "ไจรัน" รันทดสลดแล้ว
จันทรกานต์ = จานทะกัน, "จานทะกัน"แท้แก้วแพรวสดใส
จันทรเศขร = จอนทะเสขัน, ปาง "จอนทะเสขัน" ขานศิวะใหญ่
จัณฑี = จีทัน, ไท้เทวี "จีทัน"ดุ อุมาเอย

๐ สักวา "เจ็ญพันธุ์" พูลสวรรค์..........."จากะลัน"เล็งเสี้ยวสล้างฟ้า
"จีบุหลัน"เลิศเมืองมณีมีค่า................."จานทัน"  ท้า ทำลายชนชั้นใด ฯ
๐ ด่า "ไจรัน" รันทดสลดแล้ว.............."จานทะกัน"แท้แก้ว แพรวสดใส
ปาง "จอนทะเสขัน" ขานศิวะใหญ่.......ไท้เทวี "จีทัน"ดุ อุมาเอย ฯ|~

By M. Rudrakul

............

๔) ปริศนาคำทายคำผวนที่มีคำตอบพยางค์หลังซ้ำกัน (ใช้สอนเรื่องคำประสมได้)

๔.๑ แปลงคำปกติเป็นคำผวน

หลังบ้าน = หลานบัง
หน้าบ้าน = หนานบ้า
หมู่บ้าน = หมานบู่
ผู้ใหญ่บ้าน = ผ้านใยบู้
ลูกบ้าน = ล้านบูก
เจ้าบ้าน = จ้านเบ้า
พ่อบ้าน = พ้านบ่อ
แม่บ้าน = ม้านแบ่

๔.๒ เอาคำผวนมาแต่งเป็นบทร้อยกรอง (กลอนสักวา)

หลังบ้าน = หลานบัง, สักวา "หลานบัง" บอกเรือนท้าย
หน้าบ้าน = หนานบ้า, "หนานบ้า"ปลายเบื้องต้นประตูใหญ่
หมู่บ้าน = หมานบู่, "หมานบู่" อยู่สุขทุกเคหะไป
ผู้ใหญ่บ้าน = ผ้านใยบู้, เพราะ "ผ้านใยบู้"ตูนี้ท่านดีจริง 
ลูกบ้าน = ล้านบูก, อีก "ล้านบูก" เบิกบาน บ่ ทำชั่ว
เจ้าบ้าน = จ้านเบ้า, "จ้านเบ้า"ขรัว ขุมคุณนึก ระลึกยิ่ง
พ่อบ้าน = พ้านบ่อ, พิศ "พ้านบ่อ"บ่าวหัวหน้าทำหน้าตึง
แม่บ้าน = ม้านแบ่, สั่งให้ซึ้งสาว "ม้านแบ่" บ่นเบื่อเอย

๔.๓ เรียงคำผวนตามฉันทลักษณ์กลอนสักวา และแต่งสัมผัสบังคับให้ถูกต้อง

๐ สักวา "หลานบัง" บอกเรือนท้าย......."หนานบ้า"ปลายเบื้องต้นประตูใหญ่
"หมานบู่" อยู่สุขทุกเคหะไป................เพราะ "ผ้านใยบู้"ตูนี้ท่านดีจริง ฯ
๐ อีก "ล้านบูก" เบิกบาน บ่ ทำชั่ว........"จ้านเบ้า"ขรัว ขุมคุณนึก ระลึกยิ่ง
พิศ "พ้านบ่อ"บ่าวหัวหน้าทำหน้าตึง.....สั่งให้ซึ้งสาว "ม้านแบ่" บ่นเบื่อเอย ฯ| ~

By M. Rudrakul

หมายเหตุ :

๑. เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนเรื่องคำผสม คำซ้อน คำซ้ำสำหรับเยาวชน ไม่ควรใช้คำผวนที่เป็นคำหยาบ ทั้งคำที่เป็นคำหยาบนำมาผวน หรือคำสุภาพที่ผวนแล้วกลายเป็นคำหยาบ

๒. ให้ใช้คำสุภาพผวนแล้วกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมายได้

๓. คำที่ไม่ควรนำมาผวน
๓.๑) คำที่มีสระและตัวสะกดมาตราเดียวกันไม่ควรนำมาผวน เช่น งานบ้าน (ง้านบาน?) การบ้าน (ก้ารบาน?) เป็นต้น
๓.๒) คำที่มีพยัญชนะซ้ำ ๆ กันเช่น รักเร่ (เร่รัก?) รักร้าง (ร้างรัก?) เป็นต้น เพราะจะกลายเป็นแค่สลับพยางค์กันเท่านั้น ง่ายเกินไปใช้เป็นปริศนาคำทายไม่ได้

๔. กลอนปริศนาคำผวนง่ายทึ่สุด ในปริศนาคำทายบทร้อยกรอง เพราะมีคำตอบในคำถาม เหมาะสำหรับฝึกเชาวน์ปัญญาเยาวชน แต่ควรใช้คำสุภาพเท่านั้น และไม่แต่งเพื่อเหน็บแนมหรือเสียดสีใคร (ขอย้ำอีกครั้ง)

๕. คำผวน (spoonerism)  คือ การเล่นสับเสียงของคำ โดยสลับตำแหน่งพยัญชนะ และสระกับคำเดิม คำผวนในภาษาไทย เช่น ไสเจีย = เสียใจ, โทต๋อง = ท้องโต,  แจ็วหลบ = จบแล้ว เป็นติน

ที่มา https://tvtropes.org/pmwiki/pmwiki.php/Main/Spoonerism

Spoonerism หรือคำผวนที่ฝรั่งเล่นกันเพื่อสร้างความขบขัน แต่ไม่ได้เน้นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางเพศโดยตรงเหมือนอย่างคำผวนไทย เช่น

tons of soil = sons of toil
you've tasted two worms = you've wasted two terms
is the bean dizzy? = is the Dean busy?
go and shake a tower = go and take a shower

โดยการเล่นคำผวนมีการเล่นแพร่หลายในหนังตะลุงทางภาคใต้เป็นอย่างมากจนมีผู้กล่าวว่าถ้าคณะหนังตะลุงคณะไหนไม่เล่นคำผวนจะไม่มีคนดู ส่วนวรรณกรรมมีทั้งที่เป็นวรรณกรรมปกปิดในราชสำนัก  (เรื่องพระเอ็ดยง : สงสัยกันว่า คุณสุวรรณ กวีเอกสตรีราชินิกุล ณ บางช้างสมัยรัตนโกสินทร์ ๒๓๕๒-๒๔๑๘ เป็นผู้แต่ง เพราะคุณพุ่มคุณสุวรรณเป็นกวีเอกสตรียุคเดียวกันมีการจำผลงานของท่านทั้งสองสับสนกันในยุคหลัง)

แต่สุดยอดคำผวนที่ได้รับการยกย่องเชื่อว่าเป็นภูมิปัญญาด้านภาษาและวรรณกรรมใต้และของไทยในปัจจุบันคือเรื่อง "สรรพลี้หวน" 18+ ซึ่งเป็นสุดยอดของการเล่นคำผวนและกลบท โดยผู้เรียบเรียงกล่าวว่า "อ่านได้แต่อย่าแปลหรือผวนกลับ" (รู้ในใจ แต่อย่าผวนกลับให้คนอื่นฟัง) เพราะคำผวนและวรรณกรรมคำผวนมักจะเป็นคำที่ผวนหรือแปลกลับได้เป็นคำหยาบ

สรรพลี้หวน ไม่ปรากฏผู้แต่งแน่ชัด นอกจากนามแฝงที่เรียกว่า ขุนพรหมโลก ซึ่งต่อมามีผู้จัดพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๖ ก็อ้างว่าตนคือขุนพรหมโลกเช่นกัน (บ้างท่านมีความเห็นว่าวรรณกรรมคำผวนเรื่องนี้น่าจะมีมาแต่ครั้งปลายกรุงศรีอยุธยา..เพราะเป็นยุคที่เริ่มมีความนิยมแต่งกลอน และกลอนกลบท โดยยังไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่น่าเชื่อถือรับรองแน่ชัด) ส่วนวรรณกรรมคำผวนที่มีชื่อเรื่องอื่นคือ "สรรพลอด้วน" ของชาวใต้ก็ไม่ปรากฏผู้แต่งและก็ไม่เป็นที่นิยมมากนัก

๖. แต่ในงานชิ้นนี้เป็นการสร้างสื่อให้เยาวน์ใช้เรียนในสถานศึกษา จึงขอความอนุเคราะห์ให้ใช้เฉพาะคำผวนที่ไม่เป็นคำหยาบ ทั้งตัวคำผวนเองและคำแปล

๗. ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่ม สร้างคำผวนขึ้นใหม่เพื่อให้ได้คำผวนที่ไม่เป็นคำหยาบ และแต่งปริศนาคำทายเป็นกลอนสักวา ตามสลากที่ตนจับได้ ๑ - ๔

๘. ห้ามใช้คำหรือพยางค์ที่เป็นคำตอบมาใส่ในบทกลอน เช่น หลังบ้าน = หลานบัง มีในวรรคได้ครั้งเดียวห้ามมีคำว่า "หลัง" หรือ "บ้าน" ในวรรคคำถามนั้น ๆ

๙. เนื้อหาในแต่ละวรรคให้ถามและใบ้จบในแต่ละวรรคไป ไม่จำเป็นต้องเชื่อมเนิ้อหาแต่ละวรรคถึงกัน เพราะคำตอบจะเชื่อมถึงกันเอง เพราะเป็นศัพท์อยู่หมวดเดียวกัน หรือมีสัมผัสกันอยู่แล้ว