แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลอนเก้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลอนเก้า แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กลบทอักษรล้วน



กลบทอักษรล้วน 
๑. ส่วนใหญ่ใช้แต่งบทชมธรรมชาติ คำที่ใช้ มักเป็นคำโดด ทั้ง ไทย จีน เขมร มอญ แขก ฝรั่ง ฯ
๒. ในแต่ละวรรค หรือบาท (สำหรับโคลง) เล่นสัมผัสอักษรตัวเดี่ยวกันทั้งหมด
๓. รักษาสัมผัสบังคับตามฉันทลักษณ์ไว้ตามชนิดของบทร้อยกรอง
๔. เฉพาะคำประพันธ์ที่แต่งด้วยกลอนที่ไม่ใช่กลอน ๔ ไม่ควรลงท้ายด้วยคำตาย (คำที่สะกดด้วย แม่กก, กด, กบ) ที่พยางค์สุดท้ายของวรรครับ และส่ง โดยพยางค์สุดท้ายของวรรครับควรเป็นเสียงสูง ส่วนวรรคส่งต้องเป็นเสียงต่ำ (เฉพาะกลอนเท่านั้น) 
๕. โดยทั่วไปสัมผัสบังคับมักใช้ แม่ ก กา สระอี, ไอ, อา เพื่อให้แต่งต่อง่าย ๆ แต่ถ้าหาคำสัมผัสสระได้ก็ไม่จำเป็น
๖. กรณีภาษาไทยมาตรฐานหรือภาคกลางไม่มีคำใช้ ใช้ภาษาถิ่น คำยืมภาษาต่างประเทศได้ หรือคำแปลงได้บ้าง ถ้าเข้ากับเนื้อความ แต่ต้องอธิบายศัพท์ต่อท้ายไว้ ทุก ๆ ครั้ง


ภาพใบไม้สีทอง หรือ ย่านดาโอ๊ะ เป็นไม้เถาขนาดใหญ่ ใบอ่อนมีมีขนสีน้ำตาลแดง หรือขนสีทองแดง


ภาพต้นทองกวาว ,ก๋าว,ทองต้น , จอมทอง, จ้า หรือดอกจาน (พบทุกภาคในประเทศไทย)
................
๑) แต่งเป็นกลอนเก้า (กลอักษรล้วน)



๐ ลิงลมล้วน ลงลามเล่น เล็งไล่แล้ว........กลไก่แก้ว เกาะกิ่งกาญจน์ กู่เกี่ยวใกล้
ช้างชวนชอบ ชิดชลชง ชนชิงชัย..............เต่าตื่นไต่ ตกต่ำเต้า ตูดติดตม
๐ บุ้งบนบก แบ่งใบบอน บางบ่นบ้าง.........เสือสิงห์สาง สาบสุดไศล์ สื่อสบสม
ดูเดียร์ดาว เด่นดวงดอก ดังเด็ดดม.......... ไคลคลาคม ครู่ค้างคาวครวญค่ำเคย ฯ|~

(By M. Rudrakul)

๒) แปลงเป็นกาพย์ยานี (กลอักษรล้วน)



๐ ลิงลมลงไล่แล้ว.............กิ่งไก่แก้ว เกาะกู่ใกล้
ช้างชิดชลชิงชัย................เต่าตื่นตกตูดติดตม ฯ
๐ บุ้งแบ่งใบบอนบ้าง.........เสือสิงห์สางสาบไศล์สม
ดังเดียร์ดาวเด็ดดม.......... ไคลคลาค้างคาวค่ำครวญ ฯ|~

(By M. Rudrakul)

๓) แบ่งเป็นโคลงสี่สุภาพ (กลอักษรล้วน)



๐ ลิงลมลงไล่แล้ว..................ลงลา ลามเล่น
กุมกิ่งกาญจน์ไกลกา.............ไก่แก้ว 
ช้างชนใช่ชินชา.....................ชลชื่น ชิดชัย
ตราบเต่าตกติดแต้ว...............ตื่นใต้ตูดตม ฯ

๐ บางใบบอนแบ่งบุ้ง............บนแบว บกบอก
เสือสบสิงห์ไศล์แสว.............สาบไส้
ดูเดียร์ดั่งแดแดว..................ดมเด็ด ดาวใด
คราวค่ำคิดคลาไคล้.............คาบค้างคาวครวญ ฯ|~

(By M. Rudrakul)


ภาพลิงลม หรือนางอาย (เคลื่อนไหวช้าเวลากลางวัน แต่เป็นเลี้ยงลูกด้วยนมที่มีพิษที่ข้อศอก และน้ำลาย) 

ถอดความ : 

เห็นนางอายต่างลงมาจากต้นไม้ก็ค่อยมองไล่ 
ทั้งไก่ฟ้าพญาลอ ก็จับกิ่งไม้ทองร้องอยู่ใกล้
ตอนนั้นช้างก็ชนกันสู้อยู่ริมฝั่งน้ำ 
ทำให้เต่าที่ไต่ขึ้นมาตกใจตกลงไปจนตูดของมันปักลงไปในโคลนตม
ส่วนหนอนบุ้งที่อยู่บนบกก็กินใบบอนจนบางลงไปบ้าง 
เสือและสิงห์ร้ายในป่าก็ทิ้งกลิ่นสาบไว้ตามโขดหินที่มันไป
เพื่อดูกวางดาวที่มีลายดุจดวงดอกไม้ที่เด็ดดมได้
จำต้องดำเนินจากไปในครู่เดี๋ยวเดียวก็ค่ำเพราะได้ยินเสียงค้างคาวร้องดังเคย

ภาพไก่ฟ้าพญาลอ (ไก่สายพันธุ์จำพวกนกกระทาและไก่ฟ้า พบทางภาคเหนือ อีสาน ลาว กัมพูชา ฯ)



ภาพไก่ฟ้าหน้าเขียว (พบทางภาคใต้ มาเลเซีย บอร์เนีย และหมู่เกาะสุมาตรา)

ศัพท์
ลิงลม = นางอาย
ไก่แก้ว = ไก่ฟ้าพญาลอ เป็นพันธุ์ไก่ป่าชนิดหนึ่ง
สาง = กลิ่นศพ ในที่นี้หมายถึงกลิ่นซากสัตว์ที่ถูกเสือและสิงห์กินติดตามโขดหิน
ไศล์ (อ่าน ไส) = ไศล (สะ-ไหล) แปลว่า โขดหิน, ศิลา, หินขนาดใหญ่
กู่ = ในที่นี้ใช้ในความหมายว่า "เสียงร้องดังให้รู้ว่าอยู่ที่ไหน"
บุ้ง = หนอนบุ้ง
เดียร์= deer แปลว่า "กวาง"
คม = คมนาคม , ไป
............ศัพท์เพิ่มเติมสำหรับโคลง........
แสว = แส่วหนี, หนีไป
แดว = กระแด่ว , ดิ้นอยู่กับที่
แด = ดวงแด, ดวงใจ, หัวใจ
ดั่งแดแดว = หัวใจที่เหมือนดิ้นอยู่กับที่ , ใจเต้น ในที่นี้หมายถึงเสือ และสัตว์นักล่าเห็นกวางดาวแล้วใจเต้นอยากเข้าไปจับเอามากิน
แต้ว = แต้วแร้ว, นกชนิดหนึ่ง 
แบว= บ้องแบ็ว, มีหน้าตาพิลึก ในที่นี้หมายถึงใบไม้ที่ถูกหนอนกินจนดูเหมือนมีหน้าตาผิดไปจากเดิม
สาบไส้ = กลิ่นสาบเหม็นเข้าไส้, กลิ่นสาบเหม็นมาก
คลาไคล้ = คลาไคล, ดำเนินไป, ไป

ภาพหนอนบุ้ง หนอนแก้ว หรือร่าน (มีหลายสายพันธุ์เป็นหนอนผีเสื้อชนิดหนึ่งขนขึ้นตามตัวมีพิษ) 
..........
หมายเหตุ

กลอนเก้า

มีปรากฏในกลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลาย แต่สมัยต่อมาไม่ได้รับความนิยมแต่งมากเท่ากลอนแปด แต่กวีบางท่านเช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ ก็แต่งกลอนเก้าเพื่ออธิบายหัวข้อหลักธรรมในพุทธศาสนาบาง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคำบาลีสันสกฤตบางคำแยกออกจากกันไม่ได้ จึงทำให้คำประพันธ์บางบทเข้าลักษณะของกลอนเก้ามากกว่า

ความจริงตั้งแต่ กลอนแปดขึ้นไป ลักษณ์ฉันทลักษณ์ไม่ได้ต่างกันมากนัก จำนวนพยางค์ก็ลื่นไหลได้ตั้งแต่ แปดพยางค์ถึงสิบเอ็ด สิบสองพยางค์ ถ้าคำที่ใช้เป็นคำบาลีสันสกฤตที่ตัดทิ้งไม่ได้ โดยคำนึงถึงความไพเราะเป็นสำคัญ

ในบางครั้งจึงเห็นกลอนเก้าก็แต่งปน ๆ อยู่กับกลอนแปด หรือกลอนแปดที่มีพยางค์แต่ละวรรค เป็นเก้าบ้าง เจ็ดบาง สิบบ้าง ฯ เป็นปกติ (ขึ้นอยู่กับความไพเราะอีกนั้นแหละ)


ภาพนกแต้วแร้ว หรือแต้วแล้ว (สีสวยงาม ชอบทำรัง กระโดด เดินบนพื้นดินในป่า แต่บินได้ในระยะสั้น)
ที่มา http://tryanimal.blogspot.com/p/blog-page_73.html

สักวาปริศนาคำผวน (กลบทสะบัดสะบิ้ง)

ภาพที่ ๑ : แผนภาพสัมผัสเพิ่มของกลบทสะบัดสะบิ้งในแต่ละวรรค
ที่มา http://oknation.nationtv.tv/blog/kondee007/2008/10/16/entry-1

กลบท (ฉันทลักษณ์เพิ่มเติมในแต่ละวรรค)
๑. พยางค์ที่ ๕ ต้องสัมผัสสระกับพยางค์ที่ ๗
๒. พยางค์ที่ ๖ ต้องซ้ำกับพยางค์ที่ ๘
๓. พยางค์ที่ ๗ ต้องสัมผัสอักษรกับพยางค์ที่เก้า
๔. สัมผัสบังคับคงเดิมเหมือนกลอนเก้าทั่วไป

๕. แต่พยางค์ที่ ๙ ของวรรคสดับจะสัมผัสกับพยางค์ที่ ๖ ของวรรครับ และพยางค์ที่ ๙ ของวรรครอง จะสัมผัสกับพยางค์ที่ ๖ ของวรรคส่ง..ได้ยาก เพราะต้องคำนึงถึงกลบทเป็นสำคัญก่อน ดังนั้น ถ้าแต่งให้พยางค์ที่ ๙ ของวรรคสดับจะสัมผัสกับพยางค์ที่ ๓ ของวรรครับ และพยางค์ที่ ๙ ของวรรครอง จะสัมผัสกับพยางค์ที่ ๓ ของวรรคส่ง...ตามปกติ จะแต่งง่ายกว่า

ภาพแผนผังกลอนเก้า
ที่มา https://babyratnakavi.blogspot.com/2018/11/blog-post_41.html
....................แนวการแต่ง....................

๑) เปลี่ยนคำปกติ เป็นคำผวน (เหมาะกับการใช้เป็นสื่อนำเข้าสู่บนเรียนเรื่องคำประสมสำหรับนักเรียนที่มีความรู้เรื่องคำผวนแล้ว)

แม่ไก่ = ไม่แก่
แม่ทัพ = มับแท่
แม่น้ำ = มั้มแน่
แม่พระ = มะแพร่
แม่ยก = มกแย่
แม่แรง = แมงแร่
แม่เหล็ก = เม็กแหล่
แม่ย่านาง = มางย่าแน่

๒) นำคำผวนมาแต่งเป็นสักวาใบ้คำแต่ละวรรค

แม่ไก่ = ไม่แก่, สักวา "ไม่แก่" ขันนำขันขำ
แม่ทัพ = มับแท่, "มับแท่"นำไพร่พลไกรพลกล้า
แม่น้ำ = มั้มแน่, "มั้มแน่" นองชะรินระรินรา
แม่พระ = มะแพร่, ดีนักหนา "มะแพร่" จะแพร่ใจ
แม่ยก = มกแย่, มี "มกแย่" ยิเกลิเกลูก
แม่แรง = แมงแร่, "แมงแร่"ถูกค้ำรถช้ำรถใช้
แม่ย่านาง = มางย่าแน่, "มางย่าแน่"สิงยานมิ่งยานใหม่
แม่เหล็ก = เม็กแหล่, "เม็กแหล่"ไหนเข้าติดเอาติดเอย

๓) นำแต่ละวรรคมาเรียงตามฉันทลักษณ์กลอนสักว่า แก้สัมผัสบังคับให้สมบูรณ์

๐ สักวา "ไม่แก่" ขันนำขันขำ............"มับแท่"นำทั้งไพร่พลไกรพลกล้า
"มั้มแน่" นองชลชะรินระรินรา................ดีนักหนา เหมือน"มะแพร่" จะแพร่ใจ ฯ
๐ มี "มกแย่"ยั่ว ยิเกลิเกลูก...................."แมงแร่"ถูกถ้าค้ำรถช้ำรถใช้
"มางย่าแน่"นั่งสิงยานมิ่งยานใหม่......."เม็กแหล่"ไหนหาเข้าติดเอาติดเอย

By M. Rudrakul

หมายเหตุ
๑. กลบท แบ่งได้เป็นสองชนิดใหญ่ คือ

ภาพที่ ๒ : ตัวอย่างโคลงกลบทวัวพันหลัก
ที่มา กำชัย ทองหล่อ. (๒๕๕๔). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพ: รวมสาส์น. หน้า ๔๗๒.

๑.๑ กลบท  คือการกำหนดสัมผัสบังคับเพิ่มเติมจากฉันทลักษณ์ที่มีอยู่เดิมให้สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ถ้ากลบทที่แต่งเป็นกลอนเรียกว่า กลอนกลบท ถ้ากลบทที่แต่งเป็นโคลงเรียกว่าโคลงกลบท
.........

๑.๒ กลอักษร  คือกลบทชนิดต่าง ๆ ที่มีการนำคำมาจัดเรียงเป็นรูปภาพ บางท่านเรียกว่าซ่อนรูปอักษร ในสารานุกรม wiki เรียกว่า กลแบบ (แต่ยังหาที่มาที่ไปไม่ได้ และที่มีที่มาส่วนใหญ่ลอก Wiki มาทั้งนั้น) ในที่นี้ยึดตามหลักภาษาไทยของอาจารย์กำชัย ทองหล่อ

๑.๒.๑ กลอักษรภาพ  คือการน้ำบทร้อยกรองมาเรียงเป็นรูปภาพปริศนาแล้วให้ผู้อ่าน จัดเรียงเป็นบทร้อยกรองตามฉันทลักษณ์ คล้าย Typography หรือ "วรรณรูป" ของฝรั่ง แต่วรรณรูปของฝรั่งส่วนใหญ่ไม่เป็นบทร้อยกรองและกลบท ดีสุดส่วนใหญ่ก็เป็นแค่กลอนเปล่า


ภาพที่ ๓ : วรรณรูป Typography ของไทย
ที่มา https://i.pinimg.com/originals/17/e2/4b/17e24b1edddf0fbbee1d680238655f15.jpg


ภาพที่ ๔ : วรรณรูปของอิสลาม Islamic Typography
ที่มา https://www.kisscc0.com/clipart/islamic-design-arabic-calligraphy-islamic-art-alla-eslxeq/

๑.๒.๒ กลบทอักษรภาพ หรือกลบทอักษร คือ บทร้อยกรองที่เป็นกลบทต่างถูกน้ำไปเรียงเป็นภาพแล้วให้ผู้ทายจัดเรียงเป็นบทร้อยกรองตามฉันทลักษณ์เอง

ภาพที่ ๕ : ตัวอย่างโคลงกลบทอักษรจองถนน
ที่มา กำชัย ทองหล่อ. (๒๕๕๔). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพ: รวมสาส์น. หน้า ๔๗๘.

๒. ในสารานุกรมออนไลน์ Wiki เรียกกลบทว่า "กลอักษร" และเรียกกลอักษรว่า "กลแบบ" ซึ่งอาจจะเป็นการพยายามสร้างทฤษฏีใหม่ล้มล้างตำราของ อาจารย์กำชัย ทองหล่อในยุคหลัง ๆ แต่อย่างไรก็ตามทำให้เกิดการสับสนเรียก กลบทและกลอักษรสับไปสับมาทั่วไป และคำว่า "กลแบบ" ยังไม่พบว่าราชบัณฑิต ฯ บัญญัติใช่ในขณะนี้...ตามดูกันต่อไป

๓. ส่วนอาจารย์กำชัย ทองหล่อ (๒๕๕๔ : ๔๘๖)  สรุปว่า "กลบท คือคำประพันธ์ ที่เพื่อสัมผัสบังคับ และคำซ้ำให้กับบทร้องกรองทั่วไป ซึ่งกลอักษรก็คือกลบทที่เล่นคำซ้ำมากกว่น กลบทโดยปกติทำให้เหลือทำที่เป็นคำทั่วไปที่ไม่ใช่คำซ้ำเพียง ๔ - ๖ พยางค์ในแต่ละวรรค"

โดยน่าสังเกตว่า พอเหลือคำที่ไม่ใช่คำซ้ำน้อย ๆ แล้วสามารถนำมาวาดเป็นเลขยันต์หรือรูปภาพได้

๔. นำปริศนาคำทายไปถามเพื่อน ถ้าเพื่อนตอบได้ผู้แต่งจึงจะได้คะแนน หนึ่งคำทายต่อ ๑ คะแนน

เพราะสมัยโบราณคนแต่งปริศนาแก้ได้ยากเก่ง แต่ในการสร้างสื่อสำหรับสอนเด็กแต่งแล้วเด็กอ่านและทายได้ ดังนั้นคำทายจะต้องไม่ยากไม่ง่ายเกินไปถึงจะดี เหมาะแก่การใช้เป็นสื่อสำหรับนำเข้าสู่บทเรียน หรือเสริมบทเรียนให้น่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะถ้ายากเกินไปจะทำให้เสียเวลาเรียน หรือการทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ในส่วนอื่น ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561

นานากลอนไทย ๑

กลอน 

เป็นคำประพันธ์พื้นบ้านของไทยแต่โบราณเชื่อว่ามีมานานแล้ว แต่ต่อมาพึ่งได้นิยมแต่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยปรากฏวรรณคดีไทยเรื่องกลบทศิริวิบุลกิตติ เป็นหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับกลอนไทยชนิดต่าง ๆ ที่มีการแต่งในสมัยนั้น


กลอนสี่ 

มีการพบคำประพันธ์ที่มีลักษณะคล้ายกลอนสี่ครั้งแรกในวรรณคดีไทยเรื่อง มกาชาติคำหลวง กัณฑ์มหาพนในสมัยอยุธยา ต่อมามีการพบในบทละครเรืรองสังข์ทองครั้งกรุงเก่า กลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลาย นอกนั้นก็แทรกอยู่ในกลอนบทละครทั่ว ๆ เล็ก ๆ น้อย

กลอนห้า

ทำไมไม่นิยมแต่งกลอนห้า? นั้นไม่ทราบว่าเพราะอะไรแน่

แต่เคยถามศิลปินลิเกพื้นบ้านที่โคราชท่านหนึ่ง

ท่านเล่าให้ฟังว่าจังหวะลิเกสมัยก่อน

นั้นมีลงจังหวะสาม สี่ หก เจ็ด แปด แต่ไม่มีห้า 

ไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวข้องกันไหม?

ส่วนจังหวะเพลงไทยเดิมมีแค่ ๔ กับ ๘

...........

แขกมีจังหวะหรือ ตาลัมแขกอินเดียลง ๓ - ๙

จังหวะ ๓ นับ ๑ ๒ ๓
จังหวะ ๔ นับ ๑ ๒ ๓ ๔
จังหวะ ๕ นับ ๑ ๒ ๑ ๒ ๓
จังหวะ ๖ นับ ๑ ๒ ๓ ๑ ๒ ๓
จังหวะ ๗ นับ ๑ ๒ ๓ ๑ ๒ ๓ ๔ หรือ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓
จังหวะ ๘ นับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔
จังหวะ ๙ นับ ๑ ๒ ๑ ๒ ๓ ๑ ๒ ๓ ๔ หรือ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๑ ๒ ๓

อนึ่งลักษณะของกลอนห้าคล้ายกาพย์ยานี ๑๑ มากเพียงแค่ วรรครับ และส่งเพิ่มมาอีกหนึ่งพยางค์เท่านั้น จึงอาจจะทำให้มีผู้ชอบแต่งกาพย์ยานี ๑๑ มากกว่า หรือแต่งออกมาแล้วกลายเป็นกาพย์ยานี ๑๑ ไปเสียโดยมาก 

แต่อย่างไรก็ดีมีกวีปัจจุบัน บางคนพยายามแต่งกลอนห้า บางเช่นกัน

กลอนหก

ปรากฏพบในในกลบทศิริวิบุลกิตติของหลวงปรีชา (เซ่ง) สมัยอยุธยาตอนปลาย สมัยต่อมามีผู้นิยมแต่งบ้าง บทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงเช่น  หัวใจเมืองบางครั้งเรียกว่า "เมืองกังวล"

ซึ่งเคยคิดกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ ร. ๖ แต่ปัจจุบันนักวิชาการบางท่านว่าไม่ใช่

http://www.sujitwongthes.com/2012/07/siam18072555/
กลอนเจ็ด

ปรากฏพบในในกลบทศิริวิบุลกิตติของหลวงปรีชา (เซ่ง) สมัยอยุธยาตอนปลาย นอกนั้นก็แทรกอยู่ในกลอนบทละคร ไม่ค่อยมีใครใช้แต่งยาวๆ

จนถึงสมัยกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ที่ท่านนำมาใช้ในพระนิพนธ์ ลิลิตสามกรุง

กลอนแปด

มีปรากฏในกลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมาได้รับความนิยมแต่งกันมากทั้งแต่งสั้น ๆ กับแต่งเป็นเรื่องยาว ๆ



กลอนเก้า

มีปรากฏในกลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลาย แต่สมัยต่อมาไม่ได้รับความนิยมแต่งมากเท่ากลอนแปด แต่กวีบางท่านเช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ ก็แต่งกลอนเก้าเพื่ออธิบายหัวข้อหลักธรรมในพุทธศาสนาบาง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคำบาลีสันสกฤตบางคำแยกออกจากกันไม่ได้ จึงทำให้คำประพันธ์บางบทเข้าลักษณะของกลอนเก้ามากกว่า

ความจริงตั้งแต่ กลอนแปดขึ้นไป ลักษณ์ฉันทลักษณ์ไม่ได้ต่างกันมากนัก จำนวนพยางค์ก็ลื่นไหลได้ตั้งแต่ แปดพยางค์ถึงสิบเอ็ด สิบสองพยางค์ ถ้าคำที่ใช้เป็นคำบาลีสันสกฤตที่ตัดทิ้งไม่ได้ โดยคำนึงถึงความไพเราะเป็นสำคัญ

ในบางครั้งจึงเห็นกลอนเก้าก็แต่งปน ๆ อยู่กับกลอนแปด หรือกลอนแปดที่มีพยางค์แต่ละวรรค เป็นเก้าบ้าง เจ็ดบาง สิบบ้าง ฯ เป็นปกติ (ขึ้นอยู่กับความไพเราะอีกนั้นแหละ)