แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลอนหก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลอนหก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ตัวอย่างกลอนหกบรรยายภาพ



Picture: Vidyadhara
Refer to : http://www.reurnthai.com/index.php?topic=3459.0

๐ วิทยาธรอ่อนรัก.............หวังพักภิรมย์นรีผล
กลิ่นกามาพาชื่นชน..........สุนนท์สาวสกาวไพร ฯ|
๐ งามเพศนางเจ็ดราตรี....แล้วปี้ป่นเป็นผงไซร้
บางรู้อนิจจาใจ.................บางใฝ่รักยิ่งชิงนาง ฯ|
○ เพราะโลกียสุขี.............โลกมีโมหันไม่ร้าง
นรีผลกลหลงทาง............ลืมว่างจิตสิทธาเอย ฯ|~

(By เอ็ม. รุทรกุล)

ถอดคำประพันธ์: วิทยาธรผู้ยังอ่อนต่อโลกและความรัก ต้องการมีสัมพันธ์สวาทกับนางมักกะลีผล เพราะความปรารถนาในกามเป็นเหมือนกลิ่นที่ทำให้ชายชื่นชมยินดีสตรีคือนางมักกะลีผลทั้งหลายที่ผิวขาวงามในป่า (แห่งตัณหา) ความงามของนางจะอยู่เพียงเจ็ดวัน (กามสุขภูมิเจ็ดชั้น) หลังจากนั้นนางก็จะสลายกลายเป็นผงหายไป (อรูปภูมิ) ทำให้บางชายบางคนรู้ถึงความไม่เที่ยงแท้ในความรัก แต่ชายบางคนยังติดพันในความรักยิ่งขึ้น จึงต่อสู้ดิ้นรนแย่งชิงสตรีงามกันเพื่อความสุขทางโลก ทำให้โมหะหรือความลุ่มหลงในกิเลส และตัณหาไม่เคยหมดไปจากโลกใบนี้ นางมักกะลีผลเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความจริงที่เป็นอนัตตา กับมายาคติเกี่ยวกับความรักและกามตัณหา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ววิทยาธรหรือชายทั้งหลายหลงลืมและว่างเว้นการฝึกจิตแบบนักบวช (เพื่อความสุขทางโลกุตรธรรม ความสุขเหนือโลก โมกษะ หรือนิพพาน)

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2561

นานากลอนไทย ๑

กลอน 

เป็นคำประพันธ์พื้นบ้านของไทยแต่โบราณเชื่อว่ามีมานานแล้ว แต่ต่อมาพึ่งได้นิยมแต่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยปรากฏวรรณคดีไทยเรื่องกลบทศิริวิบุลกิตติ เป็นหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับกลอนไทยชนิดต่าง ๆ ที่มีการแต่งในสมัยนั้น


กลอนสี่ 

มีการพบคำประพันธ์ที่มีลักษณะคล้ายกลอนสี่ครั้งแรกในวรรณคดีไทยเรื่อง มกาชาติคำหลวง กัณฑ์มหาพนในสมัยอยุธยา ต่อมามีการพบในบทละครเรืรองสังข์ทองครั้งกรุงเก่า กลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลาย นอกนั้นก็แทรกอยู่ในกลอนบทละครทั่ว ๆ เล็ก ๆ น้อย

กลอนห้า

ทำไมไม่นิยมแต่งกลอนห้า? นั้นไม่ทราบว่าเพราะอะไรแน่

แต่เคยถามศิลปินลิเกพื้นบ้านที่โคราชท่านหนึ่ง

ท่านเล่าให้ฟังว่าจังหวะลิเกสมัยก่อน

นั้นมีลงจังหวะสาม สี่ หก เจ็ด แปด แต่ไม่มีห้า 

ไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวข้องกันไหม?

ส่วนจังหวะเพลงไทยเดิมมีแค่ ๔ กับ ๘

...........

แขกมีจังหวะหรือ ตาลัมแขกอินเดียลง ๓ - ๙

จังหวะ ๓ นับ ๑ ๒ ๓
จังหวะ ๔ นับ ๑ ๒ ๓ ๔
จังหวะ ๕ นับ ๑ ๒ ๑ ๒ ๓
จังหวะ ๖ นับ ๑ ๒ ๓ ๑ ๒ ๓
จังหวะ ๗ นับ ๑ ๒ ๓ ๑ ๒ ๓ ๔ หรือ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓
จังหวะ ๘ นับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔
จังหวะ ๙ นับ ๑ ๒ ๑ ๒ ๓ ๑ ๒ ๓ ๔ หรือ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๑ ๒ ๓

อนึ่งลักษณะของกลอนห้าคล้ายกาพย์ยานี ๑๑ มากเพียงแค่ วรรครับ และส่งเพิ่มมาอีกหนึ่งพยางค์เท่านั้น จึงอาจจะทำให้มีผู้ชอบแต่งกาพย์ยานี ๑๑ มากกว่า หรือแต่งออกมาแล้วกลายเป็นกาพย์ยานี ๑๑ ไปเสียโดยมาก 

แต่อย่างไรก็ดีมีกวีปัจจุบัน บางคนพยายามแต่งกลอนห้า บางเช่นกัน

กลอนหก

ปรากฏพบในในกลบทศิริวิบุลกิตติของหลวงปรีชา (เซ่ง) สมัยอยุธยาตอนปลาย สมัยต่อมามีผู้นิยมแต่งบ้าง บทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงเช่น  หัวใจเมืองบางครั้งเรียกว่า "เมืองกังวล"

ซึ่งเคยคิดกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ ร. ๖ แต่ปัจจุบันนักวิชาการบางท่านว่าไม่ใช่

http://www.sujitwongthes.com/2012/07/siam18072555/
กลอนเจ็ด

ปรากฏพบในในกลบทศิริวิบุลกิตติของหลวงปรีชา (เซ่ง) สมัยอยุธยาตอนปลาย นอกนั้นก็แทรกอยู่ในกลอนบทละคร ไม่ค่อยมีใครใช้แต่งยาวๆ

จนถึงสมัยกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ที่ท่านนำมาใช้ในพระนิพนธ์ ลิลิตสามกรุง

กลอนแปด

มีปรากฏในกลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมาได้รับความนิยมแต่งกันมากทั้งแต่งสั้น ๆ กับแต่งเป็นเรื่องยาว ๆ



กลอนเก้า

มีปรากฏในกลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลาย แต่สมัยต่อมาไม่ได้รับความนิยมแต่งมากเท่ากลอนแปด แต่กวีบางท่านเช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ ก็แต่งกลอนเก้าเพื่ออธิบายหัวข้อหลักธรรมในพุทธศาสนาบาง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคำบาลีสันสกฤตบางคำแยกออกจากกันไม่ได้ จึงทำให้คำประพันธ์บางบทเข้าลักษณะของกลอนเก้ามากกว่า

ความจริงตั้งแต่ กลอนแปดขึ้นไป ลักษณ์ฉันทลักษณ์ไม่ได้ต่างกันมากนัก จำนวนพยางค์ก็ลื่นไหลได้ตั้งแต่ แปดพยางค์ถึงสิบเอ็ด สิบสองพยางค์ ถ้าคำที่ใช้เป็นคำบาลีสันสกฤตที่ตัดทิ้งไม่ได้ โดยคำนึงถึงความไพเราะเป็นสำคัญ

ในบางครั้งจึงเห็นกลอนเก้าก็แต่งปน ๆ อยู่กับกลอนแปด หรือกลอนแปดที่มีพยางค์แต่ละวรรค เป็นเก้าบ้าง เจ็ดบาง สิบบ้าง ฯ เป็นปกติ (ขึ้นอยู่กับความไพเราะอีกนั้นแหละ)