วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562

วัชพืชหรือสมุนไพรในบ้าน 1



๐ เชิญคุณไตรรัตน์สุรารักษ์..........มาปกปักถิ่นนี้นราศัย
สิริชมสวนศักดิ์สุภาลัย................ในบ้านเกาะศรีสุรนารี ฯ



ทับทิม Punica granatum L. / Pomegranate

๐ ทับทิมแท้แดงดีทั้งดอกเม็ด.....ปลูกมาเสร็จไว้ในสวนศรี
ณ สิริบ้านสุรนารี.......................กิ่งไล่ผีจีนเชื่อผลใช้กิน ฯ


ละมุด Manilkara zapota/ sapodilla

๐ มองละมุดมุดมองย่องริมรั้ว.........ใจก็กลัวกลุ้มจิตชิดก้อนหิน
เกรงบ่ผลิผลิตผลจะอดกิน..............เพราะเค็มสินเธาว์ทุ่งกรุงสีมา 



ชะอม Senegalia pennata / Climbing wattle

๐ รสชะอม สุดอมไว้ อร่อยได้........รสแกงไข่ เขาคอยกัน มิกังขา
รสยอดอ่อน อ่อนดี รสโอชา..........รสธัญญา รสทิพย์ โอสถไทย ฯ


ต้นขี้เหล็ก Senna siamea /Siamese cassia /Kassod tree/ Cassod tree

๐ ขี้เหล็กน้อย ยังเล็กอยู่ ขี้เหล็กเล็ก...........ดุจลูกเด็ก ศิษย์น้อย หอยสังข์ไซร้
บำรุงเลี้ยง เพียงหวัง ว่านานไป..................ประโยชน์ใหญ่ สรรพยา คุณสังคม ฯ




มะตูมซาอุ Schinus terebinthifolia/ Brazilian peppertree/ Aroeira/ Rose pepper/ Broadleaved pepper tree/ Wilelaiki (or Wililaiki)/ Christmasberry tree and Florida holly.

๐ มะกอกซาอุ รักษา มะเร็งได้...........ทองผูกไว แก้กัน มิขื่นขม
เด็ดใบใส่ ลาบส้มตำ ต่างชื่นชม.........น้ำพริกสม น้ำตกไหน น่ากินจริง ฯ


ทุเรียนเทศ (ทุเรียนน้ำ) Annona muricata L. Soursop / Graviola / Guyabano / Prickly Custard Apple

๐ ทุเรียนเทศ ต้านมะเร็ง เพิ่มนมแม่.................พายุแล ลมแรง แกล้งล้มกลิ้ง
ขอย้ายอยู่ บ้านคุณยา ไม่แอบอิง................... เชิญขวัญสิง สู่สวนศักดิ์ สุภาลัย ฯ



มะเฟือง Averrhoa carambola L./ Carambola/ Star fruit

๐ เฝ้ามะเฟือง เรืองดอกผลิ ผลิตผล...............พยาธิจน พิษขับหนอ หน้าสดใส
เรียกผลดาว "สตาร์ฟรุ้ต" เพ่งสนใจ.................จีนฝรั่งไทย มอญแขก มิแปลกกิน ฯ


ผักหวานบ้าน Sauropus androgynus/ Katuk/ Star gooseberry / Sweet leaf,

๐ ถ้าผักหวาน ป่ายาก บ้านปลูกง่าย..........ปลูกแล้ววาย ปลูกไม่เว้น ปลูกไม่สิ้น
เพราะรักป่า รักสัตว์ เป็นอาจิณ..................อารักษ์ดิน รักษ์ผักหวาน ต้านโรคา ฯ



กระดูกไก่ดำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Justicia gendarussa Burm.f. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Gendarussa vulgaris Nees, Justicia gandarussa L.f.) ชื่อพื้นเมือง กระดูกดำ (จันทบุรี), ปองดำ แสนทะแมน (ตราด), เฉียงพร้า (สุราษฎรณ์ธานี), กุลาดำ บัวลาดำ (ภาคเหนือ), เกียงพา เกียงผา เฉียงพร้าบ้าน เฉียงพร้าม่าน เฉียงพร้ามอญ เฉียงพร่าม่าน ผีมอญ สันพร้ามอญ สำมะงาจีน (ภาคกลาง), โอกุด๊ดอื้งติ้น (จีน), ปั๋วกู่ตาน อูกู่หวางเถิง (จีนกลาง)

๐ กระดูกไก่ดำ ซ้ำผีมอญชื่อ...................พร้าบ้านลือ หลายนาม คุณหนักหนา
บำรุงเลือด ลงท้องร่วง พิษขับทา............ไม่กังขา แก้เวียนเศียร หลังสอนดี ฯ


ผักติ้ว Cratoxylum formosum/ Mampat

๐ ปลูกผักติ้ว ฤาแต้วหอม พร้อมไว้ด้วย............เราไม่รวย โรคร้าย ร้างหน่ายหนี
แก้คัน ขับปัสสวะ สายตาดี..............................เครื่องจิ้มนี้ หลนน้ำพริก เสพสุขใจ ฯ



ฟ้าทะลายโจร มAndrographis paniculata ( Burm.f. ) Wall ex Nees / Creat / Green chireta

๐ ฟ้าทะลายโจรจะทำลายโรค...............ใครไข้โศก สรรพยา พาสดใส
แก้หวัด รูมาตอยด์ สาดน้อยไว..............รักษ์ลำไส้ แลอักเสบ เป็นเทพยา ฯ




❤❤❤❤❤❤❤❤

สัตว์เทพจีนทั้งสี่
- เต่างูดำ = ต้นนาคราช (หางมังกร) เสลดพังพอนตัวเมีย (ลิ้นมังกร / ลิ้นงูเห่า / พญายอ)
- มังกรเขียว = ต้นลำไย (ตามังกร)  ไผ่หวาน ไผ่กวนอิมเงิน ไผ่กวนอิมทอง ว่านหางจระเข้
- เสือขาว = หญ้าหนาดแมว หญ้าสาบเสือ
- วิหคเพลิง (แดง) = กระดูกไก่ดำ  ทับทิมแดง

(ปล. ความเชื่อส่วนตัว)


วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

โคลง ๔ ตรีพิธพรรณ (วัชรสัตว์)

ภาพวัชรปาณีปางปกติและปางปราบมาร หรือปางดุร้าย ตามความเชื่อ อินเดีย ธิเบต จีน ญี่ปุ่น และเขมรโบราณ (ขอม)


ภาพแผนผังโคลงตรีพิธพรรณ
ที่มา http://www.watmoli.com/poetry-chapter4/supharp/4112.html


๐ วัชรสัตว์อ้าง.............อินทรา องค์ฤา
พิทักษา กุศล................ก่อสร้าง
โพธิสัตว์ธรรมา.............มากเลิศ บุญแล
ขวา, วชิระข้าง..............จ่อจ้องจำลักษณ์ ฯ|

๐เฉกศักรินทร์รุ่งฟ้า.......วัชระ ถือนา
ผจญอสูรสัตว์.................สุขให้
ตรีโพธิสัตวะ..................วอนรักษ์ โลกแล
วัชรปาณิไซร้.................หนึ่งอ้างนับถือ

(By M. Rudrakul)

หมายเหตุ:

๑. มีการใช้คำตายแทนรูปเอก
๒. แต่เดิมแรกสุดวัชรปาณี หรือวัชรโพธิสัตว์มหาสัตว์ หรือวัชรสัตว์ (วัชรสัตตวะ - ในภาษาสันสกฤตพุทธศาสนา) คือพระอินทร์ในศาสนาฮินดู แต่ต่อมาเมื่อพุทธศาสนารับเข้ามาใส่พุทธศาสนามหายานจึงได้กลายเป็นพระโพธิสัตว์ผู้เคียงข้างกับพระพุทธเจ้าศากยมุนี (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ตนหนึ่ง และเป็นเจ้าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นราชาพวกเทวดา และคนธรรพ์ แต่ต่อมาเมื่อมีการยกว่าพระโพธิสัตว์อยู่สูงกว่าเทพฮินดูจึงมีการสร้างตำนานว่า วัชรปาณีเป็นผู้สังหารพระมเหศวรปางหนึ่งของพระศิวะ เช่นเดียวกับรูปปั้นพระมัญชุศรีกระทืบพระคเณศ และอาจจะด้วยอิทธิพลของศาสนาไชนะด้วยส่วนหนึ่งที่นับถือเรียกพวกเทวดาว่ายักษ์ สมัยต่อมาจึงว่า วัชรปาณีเป็นราชาพวกยักษ์ ก็ไม่แปลกเพราะท้าวกุเวรและยักษ์ทั้งหลายในตำนานอินเดียเป็นพวกของเทวดา ส่วนพวกอสูรเป็นพวกเดียวกับรากษส (ทศกัณฐ์เป็นราชาพวกรากษส Vampire หรือผีปอบแขก ไม่ใช่ยักษ์ในเรื่องรามายณะทุกสำนวนในอินเดีย) วัชรปาณีมักปรากฏเคียงคู่กับพระมัญชุศรี และปัทมปาณี (ปางหนึ่งของอวโลกิเตศวร) ซึ่งน่าจะมีนัยสำคัญกับพุทธศาสนามหายาน นิกายวัชรยาน (ที่มีความเชื่อเรื่อง "การตรัสรู้แจ้งได้ฉับพลันเร็วดุจสายฟ้าฟาด" และมีการผสานเทพฮินดูจำนวนมากมาเป็นโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน พร้อมกับลัทธิตันตระ ยันตระ และมันตระ)
๓. คนที่แปล wiki มาก็จะแปลแต่ว่า วัชรปาณีเป็นยักษ์ตนหนึ่งเท่านั้นเนื่องจากไม่อ่านเนื้อความภาษาอังกฤษทั้งหมด
In early Buddhist legends, Vajrapāni is a minor deity who accompanied Gautama Buddha during his career as a wandering mendicant. In some texts he is said to be a manifestation of Shakra (ท้าว "ศักระ"), king of the Traayastrimsha (ตรายสตรึศะ ไทยใช้ "ไตรตึงษ์") heaven of Buddhist and Hindu cosmology and god of rain as depicted in the idols of the Gandharva. As Śakra, it is said that he was present during the birth of Tathagata. As Vajrapāni he was the god who helped Gautama escape from the palace at the time of his renunciation. When Sakyamuni returned from Kapilavastu (กบิลวัสตุ ไทยใช้ "กรุงกบิลพัสดุ์") he is stated to have assumed eight forms of devas who escorted him.

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สี่สิบสี่สุขสุดศรีมนุษย์



ภาพแผนผังกาพย์ยานี 11




๐ สี่สิบสี่ สุขสุด....... ..............ศรีมนุษย์ นี้สุขศรี
เปรมใจ เป็นไรมี ...................มิหน่ายพี่ น้องพร้อมใจ ฯ

๐ ร่วมบุญ เจ้าคุณพระ............ณ ตอนเช้า ชื่นสดใส
แล้วปรีย์ ประชุมชัย................สร้อยสายใจ จัดสายกัน ฯ

๐ เมื่อเย็น สวรรค์หล้า......... ...สวรรยา ยังสังสรรค์
เสพสนุก สุขนั้น.....................มิจาบัลย์ บางรักเอย ฯ|

( by M. Rudrakul /11/24/2018)




วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผลงานโคลงกลบทอักษรล้วน มรภ.นครราชสีมา ๖๑



ผลงานโคลงกลบทอักษรล้วนของนักศึกษา มรภ. นครราชสีมา ๖๑






ข้อแนะนำ

ถ้าเนื้อความที่แต่งกับที่ถอดไม่ตรงกัน แม้ว่าจะแต่งได้ส่วนใหญ่ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ยังไม่นับรวมกับความไพเราะ แต่มองได้สามมุมมองคือ 

๑. หนึ่งแต่งได้แต่ขี้เกียจเขียนอธิบาย 
๒. สองแต่งแบบกลอนพาไปไม่คุมเนื้อความ หรือคุมเนื้อความไม่ได้
๓. สามไปลอกเขามาหรือให้เพื่อนแต่งให้

ดังนั้นควรถอดความตามคำประพันธ์ร้อยกรองกับร้อยแก้วให้ตรงตามตัวอักษร และเพิ่มอธิบายศัพท์ด้วย งานนี้จึงให้เต็มไม่ได้นะ แก้ตัวกับงานชิ้นต่อไป ส่วนงานนี้ส่งแล้วส่งเลย ไปต้องเอากลับไไปแก้แล้ว

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผลงาน สักวาปริศนาคำผวน กลบทสะบัดสะบิ้ง + วรรณรูป ๖๑


ผลงานนักศึกษาปิดคอร์สเรียน ที่ มรภ. นครราชสีมา (นศ. ช่วยกันทำในชั่วโมงเรียน)

ภาพที่ ๑ : แผนภาพสัมผัสเพิ่มของกลบทสะบัดสะบิ้งในแต่ละวรรค
ที่มา http://oknation.nationtv.tv/blog/kondee007/2008/10/16/entry-1


กลุ่มนี้ดี นำบทกวีมาสร้างเป็นวรรณรูปได้ แต่ไม่มีอธิบายศัพท์ คำผวน-คำปกติ ✭✭✭✭

กลุ่มนี้ดี นำบทกวีมาวาดเป็นวรรณรูปได้ แต่ไม่มีอธิบายศัพท์ คำผวน - คำปกติ ✭✭✭✭

กลุ่มนี้ดี แต่ไม่มีอธิบายศัพท์ คำผวน - คำปกติ และเขียนบทกวีบางแห่งไม่ตรงเส้น ✭✭✭✭


กลุ่มนี้ดี มีการอธิบายศัพท์ แต่วรรณรูปเหมือนเขียนตามเส้นไม่ครบ เพราะวาดรูปมีพื้นที่เขียนมากกว่าบทกวี ✭✭✭✭


กลุ่มนี้ดี มีการใช้สีสวยงาม แต่ไม่มีอธิบายศัพท์ คำผวน-คำปกติ และวาดภาพมีพื้นที่เส้นเหลือมากไปกว่าจำนวนคำของบทกวีเป็นจำนวนมาก ✭✭✭✭


ส่งเสริมให้สนุกและมีใจรักกวีนิพนธ์เป็นหลัก ส่วนใครจะเป็นศิลปินเอกเป็นเรื่องของอนาคต (หัวข้อแบบนี้ลอกเน็ตฯไม่ได้แน่) ปล. คะแนนเต็ม = ✭✭✭✭✭

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

โคลงกลอักษรจองถนน


วิธีอ่าน
ศศิธรจรแจ่มเรื้อง............ศศิธร
ผ่องแผ้วกลางอัมพร.......ผ่องแผ้ว
ดาษดาวประดับสลอน.....ดาวดาษ
ล้อมแวดจันทราแพร้ว.....แวดล้อมศศิธร

(โคลงกวีโบราณที่ถูกลืม)
.................
ที่มา http://folyoiratok.ofi.hu/mikkamakka/riksa-a-labbal-hajtott-taxi

แต่งโคลงกลอักษรจองถนนใหม่

ถนน...........ถมยกเยื้อง...............เที่ยวเท้า
..................ทางโทรมซน............
..................เร่งรีบรน...................
รถลาก........ซอยแซมเข้า............ร่มไม้

วิธีอ่าน

๐ ถนนถมยกเยื้อง..............ถนน
เที่ยวเท้าทางโทรมซน.....เที่ยวเท้า
รถลากเร่งรีบรน.................ลากรถ
ไม้ร่มซอยแซมเข้า.............ร่มไม้ถนน ฯ

(By M. Rudrakul)

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กลบทอักษรล้วน



กลบทอักษรล้วน 
๑. ส่วนใหญ่ใช้แต่งบทชมธรรมชาติ คำที่ใช้ มักเป็นคำโดด ทั้ง ไทย จีน เขมร มอญ แขก ฝรั่ง ฯ
๒. ในแต่ละวรรค หรือบาท (สำหรับโคลง) เล่นสัมผัสอักษรตัวเดี่ยวกันทั้งหมด
๓. รักษาสัมผัสบังคับตามฉันทลักษณ์ไว้ตามชนิดของบทร้อยกรอง
๔. เฉพาะคำประพันธ์ที่แต่งด้วยกลอนที่ไม่ใช่กลอน ๔ ไม่ควรลงท้ายด้วยคำตาย (คำที่สะกดด้วย แม่กก, กด, กบ) ที่พยางค์สุดท้ายของวรรครับ และส่ง โดยพยางค์สุดท้ายของวรรครับควรเป็นเสียงสูง ส่วนวรรคส่งต้องเป็นเสียงต่ำ (เฉพาะกลอนเท่านั้น) 
๕. โดยทั่วไปสัมผัสบังคับมักใช้ แม่ ก กา สระอี, ไอ, อา เพื่อให้แต่งต่อง่าย ๆ แต่ถ้าหาคำสัมผัสสระได้ก็ไม่จำเป็น
๖. กรณีภาษาไทยมาตรฐานหรือภาคกลางไม่มีคำใช้ ใช้ภาษาถิ่น คำยืมภาษาต่างประเทศได้ หรือคำแปลงได้บ้าง ถ้าเข้ากับเนื้อความ แต่ต้องอธิบายศัพท์ต่อท้ายไว้ ทุก ๆ ครั้ง


ภาพใบไม้สีทอง หรือ ย่านดาโอ๊ะ เป็นไม้เถาขนาดใหญ่ ใบอ่อนมีมีขนสีน้ำตาลแดง หรือขนสีทองแดง


ภาพต้นทองกวาว ,ก๋าว,ทองต้น , จอมทอง, จ้า หรือดอกจาน (พบทุกภาคในประเทศไทย)
................
๑) แต่งเป็นกลอนเก้า (กลอักษรล้วน)



๐ ลิงลมล้วน ลงลามเล่น เล็งไล่แล้ว........กลไก่แก้ว เกาะกิ่งกาญจน์ กู่เกี่ยวใกล้
ช้างชวนชอบ ชิดชลชง ชนชิงชัย..............เต่าตื่นไต่ ตกต่ำเต้า ตูดติดตม
๐ บุ้งบนบก แบ่งใบบอน บางบ่นบ้าง.........เสือสิงห์สาง สาบสุดไศล์ สื่อสบสม
ดูเดียร์ดาว เด่นดวงดอก ดังเด็ดดม.......... ไคลคลาคม ครู่ค้างคาวครวญค่ำเคย ฯ|~

(By M. Rudrakul)

๒) แปลงเป็นกาพย์ยานี (กลอักษรล้วน)



๐ ลิงลมลงไล่แล้ว.............กิ่งไก่แก้ว เกาะกู่ใกล้
ช้างชิดชลชิงชัย................เต่าตื่นตกตูดติดตม ฯ
๐ บุ้งแบ่งใบบอนบ้าง.........เสือสิงห์สางสาบไศล์สม
ดังเดียร์ดาวเด็ดดม.......... ไคลคลาค้างคาวค่ำครวญ ฯ|~

(By M. Rudrakul)

๓) แบ่งเป็นโคลงสี่สุภาพ (กลอักษรล้วน)



๐ ลิงลมลงไล่แล้ว..................ลงลา ลามเล่น
กุมกิ่งกาญจน์ไกลกา.............ไก่แก้ว 
ช้างชนใช่ชินชา.....................ชลชื่น ชิดชัย
ตราบเต่าตกติดแต้ว...............ตื่นใต้ตูดตม ฯ

๐ บางใบบอนแบ่งบุ้ง............บนแบว บกบอก
เสือสบสิงห์ไศล์แสว.............สาบไส้
ดูเดียร์ดั่งแดแดว..................ดมเด็ด ดาวใด
คราวค่ำคิดคลาไคล้.............คาบค้างคาวครวญ ฯ|~

(By M. Rudrakul)


ภาพลิงลม หรือนางอาย (เคลื่อนไหวช้าเวลากลางวัน แต่เป็นเลี้ยงลูกด้วยนมที่มีพิษที่ข้อศอก และน้ำลาย) 

ถอดความ : 

เห็นนางอายต่างลงมาจากต้นไม้ก็ค่อยมองไล่ 
ทั้งไก่ฟ้าพญาลอ ก็จับกิ่งไม้ทองร้องอยู่ใกล้
ตอนนั้นช้างก็ชนกันสู้อยู่ริมฝั่งน้ำ 
ทำให้เต่าที่ไต่ขึ้นมาตกใจตกลงไปจนตูดของมันปักลงไปในโคลนตม
ส่วนหนอนบุ้งที่อยู่บนบกก็กินใบบอนจนบางลงไปบ้าง 
เสือและสิงห์ร้ายในป่าก็ทิ้งกลิ่นสาบไว้ตามโขดหินที่มันไป
เพื่อดูกวางดาวที่มีลายดุจดวงดอกไม้ที่เด็ดดมได้
จำต้องดำเนินจากไปในครู่เดี๋ยวเดียวก็ค่ำเพราะได้ยินเสียงค้างคาวร้องดังเคย

ภาพไก่ฟ้าพญาลอ (ไก่สายพันธุ์จำพวกนกกระทาและไก่ฟ้า พบทางภาคเหนือ อีสาน ลาว กัมพูชา ฯ)



ภาพไก่ฟ้าหน้าเขียว (พบทางภาคใต้ มาเลเซีย บอร์เนีย และหมู่เกาะสุมาตรา)

ศัพท์
ลิงลม = นางอาย
ไก่แก้ว = ไก่ฟ้าพญาลอ เป็นพันธุ์ไก่ป่าชนิดหนึ่ง
สาง = กลิ่นศพ ในที่นี้หมายถึงกลิ่นซากสัตว์ที่ถูกเสือและสิงห์กินติดตามโขดหิน
ไศล์ (อ่าน ไส) = ไศล (สะ-ไหล) แปลว่า โขดหิน, ศิลา, หินขนาดใหญ่
กู่ = ในที่นี้ใช้ในความหมายว่า "เสียงร้องดังให้รู้ว่าอยู่ที่ไหน"
บุ้ง = หนอนบุ้ง
เดียร์= deer แปลว่า "กวาง"
คม = คมนาคม , ไป
............ศัพท์เพิ่มเติมสำหรับโคลง........
แสว = แส่วหนี, หนีไป
แดว = กระแด่ว , ดิ้นอยู่กับที่
แด = ดวงแด, ดวงใจ, หัวใจ
ดั่งแดแดว = หัวใจที่เหมือนดิ้นอยู่กับที่ , ใจเต้น ในที่นี้หมายถึงเสือ และสัตว์นักล่าเห็นกวางดาวแล้วใจเต้นอยากเข้าไปจับเอามากิน
แต้ว = แต้วแร้ว, นกชนิดหนึ่ง 
แบว= บ้องแบ็ว, มีหน้าตาพิลึก ในที่นี้หมายถึงใบไม้ที่ถูกหนอนกินจนดูเหมือนมีหน้าตาผิดไปจากเดิม
สาบไส้ = กลิ่นสาบเหม็นเข้าไส้, กลิ่นสาบเหม็นมาก
คลาไคล้ = คลาไคล, ดำเนินไป, ไป

ภาพหนอนบุ้ง หนอนแก้ว หรือร่าน (มีหลายสายพันธุ์เป็นหนอนผีเสื้อชนิดหนึ่งขนขึ้นตามตัวมีพิษ) 
..........
หมายเหตุ

กลอนเก้า

มีปรากฏในกลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลาย แต่สมัยต่อมาไม่ได้รับความนิยมแต่งมากเท่ากลอนแปด แต่กวีบางท่านเช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ ก็แต่งกลอนเก้าเพื่ออธิบายหัวข้อหลักธรรมในพุทธศาสนาบาง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคำบาลีสันสกฤตบางคำแยกออกจากกันไม่ได้ จึงทำให้คำประพันธ์บางบทเข้าลักษณะของกลอนเก้ามากกว่า

ความจริงตั้งแต่ กลอนแปดขึ้นไป ลักษณ์ฉันทลักษณ์ไม่ได้ต่างกันมากนัก จำนวนพยางค์ก็ลื่นไหลได้ตั้งแต่ แปดพยางค์ถึงสิบเอ็ด สิบสองพยางค์ ถ้าคำที่ใช้เป็นคำบาลีสันสกฤตที่ตัดทิ้งไม่ได้ โดยคำนึงถึงความไพเราะเป็นสำคัญ

ในบางครั้งจึงเห็นกลอนเก้าก็แต่งปน ๆ อยู่กับกลอนแปด หรือกลอนแปดที่มีพยางค์แต่ละวรรค เป็นเก้าบ้าง เจ็ดบาง สิบบ้าง ฯ เป็นปกติ (ขึ้นอยู่กับความไพเราะอีกนั้นแหละ)


ภาพนกแต้วแร้ว หรือแต้วแล้ว (สีสวยงาม ชอบทำรัง กระโดด เดินบนพื้นดินในป่า แต่บินได้ในระยะสั้น)
ที่มา http://tryanimal.blogspot.com/p/blog-page_73.html